ผมคิดว่าผมคงต้องตาย…ผมกำลังคิดเช่นนั้นจริง ๆ
เธอกำลังจะทิ้งผมไปทั้ง ๆ ที่ไม่มีข้อขัดแย้งหรือลางบอกเหตุใด ๆ เป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้าให้ผมเตรียมทำใจได้เลย และทั้ง ๆ ที่เธอก็รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
ทุกอย่างมันฉุกละหุกฉุกเฉินเกินกว่าที่ผมจะตั้งตัวได้ทัน
ความรู้สึกแรก
“ต้นฟังเรานะ พรุ่งนี้เราจะไปจากที่นี่…ไม่เป็นไร ไม่ต้องตกใจ…”
เหมือนร่างกายจมหายไปในช่องน้ำแข็งขั้วโลก เงียบงัน เยียบเย็น ชาด้าน ความรู้สึกทั้งสามพลุ่งพล่านระคนกัน บอกไม่ถูกว่าอะไรเกิดขึ้นก่อน บอกไม่ถูกว่าตัวเองรู้สึกอย่างไร มันคงรวม ๆ กันหลอมกายให้อึ้งอั้นเป็นท่อนน้ำแข็ง
“…มันไม่ใช่ความผิดของเธอ มันอาจเป็นความผิดของเรา ใช่! ทั้งหมดเป็นความรู้สึกของเราเอง เราจะไม่บอกเธอถึงเหตุผล แต่จะบอกให้เธอรู้ว่าเราคิดเรื่องนี้มานานแล้ว คิดทุกวัน คิดรอบคิดครอบทุกเหตุผลทั้งมวล กรอกคำถามมากมายลงไปในความคิดของเรา มันแปลงผลลัพธ์ออกมาเป็นคำตอบว่า stop, it’s enough …”
ความรู้สึกต่อมาคือการพยายามตั้งคำถามกับดวงตาเด็ดเดี่ยวคู่นั้น แต่เหมือนช่องปากจะอัดแน่นไปด้วยก้อนหิน แขนขาถูกถ่วงด้วยตุ้มเหล็กที่มองไม่เห็น ทุกถ้อยคำที่เธอพลั่งพรูออกมาคมกริบราวใบมีด กรีดเฉือนลิ้นผมสั้นด้วน จนไม่สามารถกระดกคำพูดออกมาได้สักคำ
“…แต่มันคงจะดีกว่าใช่ไหมที่เธอต้องรู้ อย่างน้อยก็เพื่อตัวเธอเอง และเธอก็จะได้ไม่มองว่าเราเป็นคนไม่มีเหตุผล เธอชอบบ่นเสมอว่าผู้หญิงไม่มีเหตุผล แต่นั่นล่ะคือเป็นเหตุผลหนึ่งในความไม่มีเหตุผลของผู้หญิงที่เธอชอบทำท่ารำคาญเสมอ โอเคแต่ก่อนคำว่า”ผมรักคุณ”ของเธอมันอาจหวานซึ้งกินใจจนเราโง่งม จนคิดว่าคำนี้เพียงพอที่สุดแล้วสำหรับชีวิตรัก และชีวิตคู่ในอนาคต ไม่ต้องพูด ! เรารู้ว่าเธอจะบอกว่าเธอก็ยังพูดมันอยู่ทุกวัน นี่ยังไงที่เธอไม่มีเหตุผล เธอทำเป็นว่าท่องประโยคนี้ทุกวันแล้วรักมันจะหวานแหววตลอดกาลหรือไง มันก็เหมือนพระสวดมนต์น่ะแหละ ท่องบ่นทุกวี่วันโดยไม่รู้ว่ามันแปลว่าอะไร…”
ขณะที่รู้สึกว่าตัวตนแข็งขืน – ชาด้านและเยียบเย็นสุดขั้วหัวใจ แต่เหงื่อกาฬกลับปุดปูดเต็มหนังหัวล้านเลี่ยน หลอมไหลเป็นทางเข้าเบ้าตา แสบพร่าจนม่านน้ำตาไหล – เป็นน้ำตาในความแตกตื่นงุนงงที่ไม่สามารถปิดก๊อกได้แล้ว
“…ฟังนะเราไม่เคยมีคนใหม่ ไม่เคยมีใครในชีวิตเราเลยนอกจากเธอ ความรักแรกและรักเดียวของเราก็คือเธอ ความผิดเดียวที่เธอทำให้เราตัดสินใจอย่างนี้ก็คือการเป็นตัวเธอ ความเสมอต้นเสมอปลายเกินไปของเธอที่ไม่เคยคิดเปลี่ยนแปลงอะไรเพื่อใครนั่นล่ะคือคำตอบที่เธอต้องครวญใคร่ เราก็ได้แต่หวังว่าจะได้พบใครในเร็ววันที่จะมาทำให้รักแรกของเราเลือนลางจางหายไปจากใจแห้งละโหยของเราเสียที
เราคิดว่านี่ดีที่สุดแล้วสำหรับเราทั้งสองคน ต่างคนก็จะได้ทำในสิ่งที่ต้องการอย่างอิสระ เราจะยังเป็นเพื่อนกันก็ได้ ถ้าเธอใจกว้างขึ้น เราว่าถ้าเธอได้อยู่กับตัวเองมากขึ้น เหงามากขึ้น บางทีเธออาจจะคิดได้และเลิกคิดว่าตัวเองเป็นศูนย์กลางเสียที ที่สำคัญเธอจะได้มีเวลาเป็นของตัวเองสักที เธอจะได้ไม่ต้องมายุ่งกับเรามาก ไม่ต้องมาคอยง้อเรา ไม่ต้องเสียเวลามานั่งคุยโทรศัพท์กับเรา เธอชอบไม่ใช่เหรอ ทุกวันเธอจะบ่นอยู่เรื่องเดียวว่าไม่มีเวลา โครงการร้อยแปดพันเก้าที่เธอร่างมันไว้ในอากาศจะได้เป็นจริงเสียที เธอจะเอาเรื่องนี้ไปเขียนก็ได้นะ เอาไปเพิ่มกับอีกร้อยพล็อตที่เธอเริ่มบรรทัดแรกมันไว้เมื่อสิบปีก่อน
นี่ล่ะเรื่องจริง ที่เธอคิดฝันไม่ถึง ไม่เหมือนนิยงนิยายที่กองพะเนินถมหัวเธออยู่นั่น เราจะทิ้งให้เธอกินความบ้าของเธอต่อไปคนเดียว อยู่คนเดียวอย่างที่เธอชอบ…แล้วนั่นเลิกกินซะทีได้ไหมไอ้ลูกอมนั่น เราขอร้องกี่ครั้งแล้ว เธอก็รู้ว่าเราไม่ชอบกลิ่นของมัน เธอก็ยังจะอมอยู่ได้ เห็นไหมแค่เล็ก ๆ น้อย ๆ เธอก็ทำให้เราไม่ได้…”
ถึงตอนนี้ผมยิ่งแน่ชัดแล้วว่าปรารถนาความตายยิ่งกว่าแม่โขงสักแบน ทุกครั้งเวลาเครียด หรือวันไหนที่ทะเลาะกับเธอรุนแรง ผมก็จะหลบออกไปกรอกแม่โขงสักแบน เติมความเมามายให้คลายอารมณ์แล้วค่อยกลับมางอนง้อ แต่พักหลังผมดื่มได้ไม่มากหัวใจมันคอยแต่จะตุ้ยช่องอกให้จุกกระอักจนกลืนไม่ค่อยลง หมอเคยบอกให้หันมาดื่มไวน์ พ่อแม่หมอคงไม่รู้ว่าไวน์ขวดหนึ่งมันหมายถึงข้าวสารกี่กระสอบ
วันนี้ - ทุกคำพูดของเธอโบยตีก้อนหัวใจผมจนปวดแปลบ สิ่งที่เธอพูดคือความจริงแท้ที่ราดรดลงในก้นบึ้งดวงจิตของผมจนลุกร้อน ความจริงที่ผมพยายามปิดซ่อนหรือพยายามลืมมันจากชีวิต กักมันไว้ในส่วนลับเร้นของจิตใจ แล้วเอาเหตุการณ์เฉพาะหน้า และหน้าระรื่นฉาบทาไว้
ดูเธอสิ เธอเหมือนเป็นใครที่ไม่เคยรู้จัก เธอไม่เคยว่าอะไรผมสักคำมาก่อน เธอเป็นคนพูดน้อย เป็นคนใจเย็น เป็นคนอ่อนหวาน แต่นี่มันอะไรกัน เธอกลายเป็นคนคิดเล็กคิดน้อย พูดมากและกล้าบ้าบิ่น นี่ใครเอาอะไรมาหว่านลงในความคิดของเธอกันนะ โดยเฉพาะเรื่องที่เธอกำลังบอกกับผม
ผมพยายามอยู่กับวันนี้ อยู่อย่างนี้ไปเรื่อย ๆ เคยมีหลายคนเคยบอกว่าผมล้อเล่นกับชีวิตเกินไป ไม่รู้จักวางแผนชีวิต บางคนว่าผมหลงเข้าไปอยู่ในนิยายที่อ่าน คิดว่าตัวเองเป็นแดนนี่ของผองเพื่อน คิดว่าตัวเองเป็นอ็อตโต แม้แต่ยายของผมก็เคยเตือนสติว่าผมชักเหมือนจักจั่นเข้าไปทุกที หลงร้องเพลงและชื่นชมกับความเพลิดเพลินของเสียงตัวเอง จนลืมไปว่าชีวิตจักจั่นนั้นมันสั้นยิ่งกว่าวงจรชีวิตยุงเสียอีก เผลอแวบเดียวจักจั่นเสียงใสก็แห้งตายคาต้นไม้ สุดท้ายมันก็เหลือเพียงร่างกลวง ๆ โปร่งใส และปลิดปลิวไปกับสายลมในที่สุด
ผมยิ้มกับความช่างคิดของยาย และขบขันนิทานที่อีสปไม่ได้แต่งเรื่องนี้
ใครและใครอีกหลายคนต่างพร่ำเตือนผม พวกเขาสนใจอะไรผมนัก ก็นี่มันชีวิตผม สุดท้ายชีวิตผมจะจบลงแบบไอ้ฟัก ก็ไม่เห็นเป็นไร …ฟักหัวแม่มึงสิ!
แต่พอเธอเดิน ไม่สิ เธอพุ่งเข้ามาในชีวิต ผมก็เริ่มที่จะนึกถึงถ้อยคำของผู้หวังดี และทบทวนถึงชีวิตของตนขึ้นมาบ้าง แต่นั่นมันก็ชั่วขณะ เพราะเธอเองก็ไม่เคยบ่นว่าเดือดร้อนอะไร
ชีวิตผมก็ดำเนินมาอีหรอบนี้ เหมือนเส้นประที่ค่อย ๆ ปะติดปะต่อไปเรื่อย ดวงอาทิตย์ก็ยังลอยข้ามหัวไปมานับได้ ๗๓๑ ครั้ง เข็มสั้นนาฬิกาหมุนได้ ๕๗๒ ครั้ง
แต่จู่ ๆ วันนี้ วันที่ดวงอาทิตย์โผล่ที่เส้นขอบฟ้า กำลังจะเริ่มต้นรอบที่ ๗๓๒ ของมันอย่างปกติวิสัย ท้องฟ้ากลับดำมืดกลบกลืนแสงเรืองรองสิ้น ราวกับมันถูกผลักจนตกจักรวาล เหลือบมองนาฬิกาบนผนังซีดจาง เข็มอันซื่อตรงที่ไม่เคยโกหกใครนอกจากตัวมันเอง ก็ดูเหมือนจะหมุนคว้าง เข็มสั้นไล่ตามเข็มยาวราวกับพยายามจะกัดกินกันเอง
เธอกำลังพูดอะไรนะ ผมพยายามฟัง แต่เสียงที่ผมได้ยินคือคามเงียบงัน ปากเธอพะงาบ ๆ เหมือนปลาในตู้ที่ผมเคยพยายามฟังว่ามันกำลังพูดอะไรกับผม ผมเคยนั่งจ้องหัดอ่านปากมันนานนับวัน ได้ความหมายเดียวเพียงว่า “ปล่อย ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ”
ใช่ – เค้าลางมันเริ่มแต่วันนั้น เธอกลับมาจากทำงาน และไม่พูดพร่ำฟังเพลงไม่ว่าร็อกหรือแร็บ เธอกรอกเสียงเขียวอี๋ลงในช่องหูผมทันทีว่านั่งทำอะไรอยู่ พอได้คำตอบเท่านั้น หน้าเธอก็เขียวยิ่งกว่าเสียง เดินลงส้นวัดความสั่นสะเทือนได้ ๗ ริกเตอร์ไปนั่งนิ่งที่ระเบียง
“เราแค่พยายามจะหัดเป็นล่ามให้มันเท่านั้น ถ้าเราฟังมันรู้เรื่องเราก็จะมีชื่อเสียงที่สุดในโลก” ผมเดินไปโอบเธอจากด้านหลัง”นี่เราแปลได้คำนึงแล้วนะ มันพูดว่าปล่อย ๆๆๆ ไม่เชื่อไปดูปากมันสิ”
“เธอนั่นแหละปล่อย เธอบอกเราว่าวันนี้จะทำงานให้ได้สักชิ้น แต่เธอกลับเอาเวลาทั้งวันมานั่งดูปลาหายใจ เธอก็แค่ปลาตู้ที่หายใจพะงาบ ๆ ไปวัน ๆ “
ตอนนี้ปากเธอเหมือนปลาตัวนั้น ปลาตัวที่ผมเอาลูกอมรูปหัวใจสุดโปรดของผมหย่อนให้มันกิน เชื่อไหมมันเป็นปลาตะกละจริง ๆ มันฮุบคำเดียวไม่ต้องเคี้ยวเลย และคืนเดียวกันนั้นมันก็ลอยหงายท้องอวดพุงขาว ๆ ของมันให้เธอดู
“ต้น…ต้น…ต้นนี่เธอไม่ได้ฟังเราเลยใช่ไหม เห็นไหมว่าเธอไม่เคยเปลี่ยนแปลง เธอมักไม่ฟังเราเสมอเวลาที่เราพูดความจริงเกี่ยวกับตัวเธอ เธอจะหนีมันทุกครั้ง หนีทวนไปกับลมในรูหูของเธอ เมื่อเธอไม่ฟังที่เราอธิบายเลย มันก็ไม่จำเป็นแล้วที่จะต้องพูดอะไรกันให้มากความ ลาก่อน เธอนึกทบทวนดูเอาเองก็แล้วกันว่าทำไมเหตุการณ์นี้ถึงเกิดขึ้นได้ แต่ขอให้เธอรู้ไว้เท่านั้นว่าเราประคับประคองมันไปไม่ไหวแล้ว มันหนัก มันเหนื่อย เพราะเธอปล่อยให้เราทำมันอยู่คนเดียว ส่วนเธอก็ลอยอยู่เหนือปัญหาทั้งมวลมาตลอด ในเมื่อเกมนี้ต้องเล่นกันสองคน อีกคนหนึ่งไม่พร้อม เราก็จำเป็นต้องถอนตัว เพราะชีวิตของเรายังมีอีกหลายเกมที่ยังไม่ได้เล่น เธอฟังอยู่ใช่ไหมต้น …”
เสียงเธอเงียบหายไปอีกแล้ว ได้ยินแต่เสียงลมหายใจของตัวเอง และจังหวะเต้นของหัวใจที่ไวเหมือนหัวใจไก่ แรงราวกับกระบอกลูกสูบของเครื่องยนต์ ๑๕๐ แรงม้า จนแทบจะพุ่งพล่านออกมาจากช่องอก
วันนั้น – วันแห่งเค้ารางนั้น หลังคำพูดที่เธอไม่เคยพูดอย่างนั้นกับผมมาก่อน ผมนั่งหายใจไม่ออก ก้าวขาไปไหนไม่ได้ หัวใจบีบรัดระรัวยิ่งกว่ากองศึก รู้สึกชาด้านไปทั้งร่าง แยกไม่ออกว่ารู้สึกร้อนหรือหนาวมากกว่ากัน สายตาพร่ามัวด้วยม่านน้ำตา
ผมถูกส่งเข้าโรงพยาบาลเพราะเธอหันมาเห็นพอดี นาทีนั้นผมไม่อาจเห็นได้ว่าสีหน้าเธอเป็นอย่างไร นอกจากเสียงแตกตื่นและร่ำไห้
ผมยังจำได้เธอสัญญาว่าจะไม่ทำให้ผมเป็นอย่างนี้อีก เธอเพิ่งจะรู้ เธอขอโทษ ผมเองก็บอกเธอว่าไม่ต้องขอโทษ เพราะผมเองก็เพิ่งรู้เช่นกันว่าผมเป็นโรคฮาร์ตบีตอ่อนแอ
วันนี้ – วันแห่งดวงอาทิตย์ดับ เธอเดินหันหลังให้ผม ทั้งที่เคยสัญญาไว้ และทั้ง ๆ ที่รู้ ผมค่อย ๆ ทรุดร่างลงนอนกับพื้นหมดสิ้นเรี่ยวแรง
ผมผิดมากหรือ ผมทบทวน ผมไม่รักเธอจริง ๆ เหรอ ถ้าผมไม่รักเธอแล้วทำไมมันถึงได้เจ็บอย่างนี้ เธอจะรู้ไหมนะว่าผมทรมานแค่ไหน
นี่ผมกำลังจะตายกระนั้นหรือ ผมกำลังจะเป็นเช่นนั้นจริง ๆ เหรอ
ผมแกะเม็ดลูกอมอย่างยากเย็นมือสั่นยึกยือ ผมต้องกินลูกอม ผมจะต้องไม่เป็นไร ลูกอมช่วยให้ชุ่มคอ ผมจะต้องหาย ผมยังไม่ได้พูด ยังไม่ได้บอกเธอหลายสิ่งหลายอย่าง
ใช่ – สิ่งที่เธอพูดมานั้นถูกต้องพันเปอร์เซนต์ มันถูกจนกระทั่งก่อนที่เธอจะเดินเข้าในห้อง
ผมเพิ่งจบจดหมายที่เป็นข่าวดีที่สุดในชีวิต
เธอเดินออกไปแล้ว ไม่เหลียวกลับมามองอย่างที่เคย
ผมหยิบจดหมายขึ้นมาจากพื้นด้วยมือสั่นเทา แล้วกำมันไว้ด้วยอุ้งมือ ส่วนปลายนิ้วหงิกงอแข็งขืนก็ช่วยกันแกะลูกอมรูปหัวใจสีแดงออกมา
ผมไม่มีเวลาแล้ว เลือดในกายราวถูกต้มด้วยไฟอเวจี แต่เหงื่อกาฬกลับเย็นเยียบ ตอนนี้ผมได้แต่นอนเหยียดหงายมองพัดลมเพดานที่กำลังจะล่วงลงมาใส่
ผมค่อย ๆ ประคองลูกอมอย่างยากเย็นหย่อนลงในปาก แต่มันกลับไหลลื่นไปค้างนิ่งเหนือลิ้นไก่ กลายเป็นจุกก๊อกขวดไวน์อัดแน่นในช่องคอ
ภาพวัยเด็ก พ่อ แม่ ยาย ผู้คนรอบกาย ดินแดนที่เคยไปเที่ยวท่องมาทุกแห่งหนล้วนเป็นสีเทามืด ภาพเธอผุดขึ้นมารวดเร็วเหมือนกรอเทปวิดีโอ ผมรักเธอ ผมอยากสิ่งหนึ่งกับเธอ
สิ่งสุดท้ายที่ผมจะบอกเธอก็คือเรื่องสั้น “ฮาร์ตบีต สื่อรักรูปหัวใจ” ของผมได้รับการตีพิมพ์แล้ว ผมไม่ได้เป็นอย่างที่เธอกล่าวหาแล้ว รูปวาดเกิดขึ้นบนผืนผ้าใบแล้ว มันมิได้ว่างเปล่าแล้ว
สิ่งที่ดีที่สุดเกิดขึ้นแล้ว
เขียนโดย บุญพา วาสนาส่ง